งานประเพณีแห่ยักษ์คุจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นงานประเพณีแห่ยักษ์ ตามตำนานความเชื่อของชาวอำเภอชานุมานจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ แรกของเดือนมีนาคม
ตำนานความเชื่อ ยักษ์คุ
เมื่อครั้งพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนยักษ์ทั้งหลายให้เข้าใจในพระธรรมเพื่อลดทิฐิมานะและทรงมอบหมายภาระหน้าที่ให้ยักษ์ที่เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาซึ่งถือว่าเป็นผู้แบกสรวงสวรรค์และทำหน้าที่เป็น ผู้ปกป้องคุ้มครองสถูปสถานอาคารศักดิ์สิทธิ์และป้องกันภูตผีปีศาจเข้ามาทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดวาอารามต่าง เพื่อเป็นการจ้าชูพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสืบไป ต่อมา ท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเทพผู้ปกครองดูแลยักษ์และภูตผีปีศาจทั้งปวงเป็นผู้ดูแล คุ้มครองโลกมนุษย์ทางทิศอุดร (ทิศเหนือ) สถิตอยู่บนสวรรค์ ชั้นจตุมหาราชิกาทรงมีอิทธิฤทธิ์อานุภาพมากทรงนำเทวดาและยักษ์บริวาร ทั้งหลายเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อถวายสัตย์ที่จะดูแลพระสัมมา สัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ถูกรังควาญ ตลอดจนคุ้มครองให้สัตว์โลกอยู่เย็นเป็นสุข
ต่อมาหลังสมัยพุทธศาลมีเรืองเล่าเป็นมุขปาฐะ (เล่าปากต่อปาก)ว่าครั้งหนึ่งท้าวเวสสุวรรณทรงมีพระบัญชาให้ยักษ์บริวารตนหนึ่งชื่อ "ธรรมคุปต์" หมายถึงผู้รักษาธรรมหรือผดุงความดีงามต่างๆให้เกิดแกโลกซึ่งเป็นยักษ์ผู้มีคุณธรรมและใฝ่ใจในพระธรรมคำสังสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำหน้าที่ลาดตระเวนดูแลพฤติกรรมยักษ์ในเขตดินแดนเลียบฝั่งมหานทีอันยาวไกล (แม่น้ำโขง) หากว่ามียักษ์อันธพาลมารุกรานมนุษย์และสัตว์โลกให้เกิดความเดือดร้อนก็ให้ปราบเสีย ยักษ์ธรรมคุปต์จึงได้เหาะเหินเดินอากาศลาดตระเวนตรวจตราตามพระบัญชาของท้าวเวสสุวรรณจนกระทั่งมาถึงดินแดน อันน่าพิศวงแห่งหนึ่ง ยักษ์ธรรมคุปต์มองเห็นแผ่นดินทั้งสองฝั่งมหานทีฝั่งหนึ่งเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เขียวขจี อีกฝั่งหนึ่งเป็นปราสาทเฮือนหินเก่าแก่ ยักษ์ธรรมคุปต์มองไปยังรอบ ๆ บริเวณปราสาทเรือนหิน และเพ่งมองเข้าไปข้างในปราสาทยิ่งนึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินมา ว่าปราสาทหินแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์เคยเป็นธรรมสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและแสดงธรรมโปรดแก่ผู้คนในละแวกนี้
ยักษ์ธรรมคุปต์จึงลงไปนั่งคุกเข่าริมฝั่งมหานทีที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และหันหน้าไปทางปราสาทเฮือนหินที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งพนมมือขึ้นตั้งจิตอธิษฐานขออำนาจบารมีอันประเสริฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและอำนาจุบารมีของท้าวเวสสุวรรณ อีกทั้งอำนาจบารมีของเหล่าเทวดาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงที่สถิตอยู่ ณ บริเวณนี้ ได้ดลบันดาลให้อาณาบริเวณที่ตนเองแวะผ่านลงมานั่งคุกเข่ากลายเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ ณ บ้านเมืองนี้อยู่เย็นเป็นสุขมีจิตใจดีงาม และขอให้เป็นเมืองแห่งธรรมะตลอดกาลสิ้นคำอธิษฐาน ยักษ์ธรรมคุปต์ก้มกราบไปยังปราสาทเฮือนหินสามครั้ง
จากนั้นยักษ์ธรรมคุปต์จึงเหาะเหินเดินอากาศลาดตระเวนต่อไปด้วยร่างกายอันมหึมาเข่าทั้งสองข้างและอัณฑะของยักษ์ธรรมคุปต์ได้ทิ่มลงไปในพื้นดินทำให้เกิดเป็นร่องหลุมขนาดใหญ่สามหลุมเมื่อถึงฤดูฝนหลุมที่เป็นรอยเข่าซ้ายขวาและรอยอัณฑะของยักษ์ธรรมคุปต์จึงมีน้ำขังเต็มกลายเป็นบึงน้ำ ๓ บึง ที่ก่อเกิดความอุดมสมบูรณ์ มีผู้คนมาอาศัยเป็นหลักแหล่งในการเลี้ยงสัตว์และทำการเกษตรกรรม และ มีน้ำยังตลอดปีไม่เคยแห้งเหือดลงแม้แต่ในฤดูแล้ง เมื่อผู้คนทยอยมาอาศัยอยู่หนาแน่น ชนกลุ่มนั้น จึงตั้งชื่อหมู่บ้านตามรอยยักษ์คุกเข่าว่า "บ้านท่ายักษ์คุ" ปัจจุบัน คือบ้านยักษ์คุในปัจจุบัน
ต่อมาบ้านท่ายักษ์คุซึ่งตั้งชื่อเมืองตามตำนานบ้านท่ายักษ์คุที่มียักษ์มานั่งคุกเข่า ชานุ หมายถึง เข่า มาร หมายถึง ยักษ์ และ คุ ในภาษาอีสาน แปลว่า คุกเข่า ซึ่งรวมความหมายว่า เมืองยักษ์คุกเข่ากลายเป็นชุมชน ที่หนาแน่นมากขึ้น จนได้รับการจัดตั้งเป็นหัวเมืองชื่อ "เมืองชานุมารมณฑล" และเป็นอำเภอชานุมาน ปัจจุบันรอยเข่าข้างซ้ายเป็นบึง ณ บริเวณแก่งต่างหล่าง ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำโขงเขตบ้านศรีสมบูรณ์ ตำบลชานุมาน ส่วนรอยเข่าขวาปรากฏเป็นบึง ณ บริเวณนาแมง ในเขตบ้านชานุมาน ตำบลชานุมาน และรอยอัณฑะ ปรากฏ ณ บริเวณหนองใหญ่ ในเขตบ้านยักษ์คุตำบลชานุมาน ก่อนถึงสถานีตำรวจภูธรชานุมานทางขวามือแขนและมือยักษ์ ที่กราบทาบลงไปบริเวณหัวเกาะกลางน้ำโขงซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ดอนชะโนด" นั้นยังปรากฏเป็นร่องน้ำ ณ บริเวณ หัวดอน มาจนถึงปัจจุบัน