<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ประกาศเจตนารมณ์ เรื่อง “สุจริต โปร่งใส สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญใสสะอาด ๒๕๖๙” และ "งดรับ งดให้" ของขวัญ ของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy)]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/469689</link>
<guid isPermaLink="false">3d8234fd37de22f33856afdc6a7400b8</guid>
<pubDate>Mon, 26 Jan 2026 18:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/20260126e1f8c0115e74ddebe5869e1f782391cc191155.jpg' type='image/jpg' length='131065' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลสั่งการ ดีอี เร่งศึกษา Cell Broadcast Service เพื่อให้การเตือนภัยประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดใช้ SMS เตือนภัยพื้นที่เสี่ยง]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340318</link>
<guid isPermaLink="false">1b53a17945f6f908cbf0d86e024318c8</guid>
<pubDate>Fri, 27 Sep 2024 18:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชุมคณะรัฐมนตรีและสั่งการให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะอนุกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (คอส.) และ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ดำเนินการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการใช้แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; ในสถานการณ์ฉุกเฉินจากเหตุการณ์อุทกภัย เพื่อใช้สำหรับภารกิจต่าง ๆ เช่น การรายงานตัวของอาสาสมัคร การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ หลังเกิดปัญหาเกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เสียเวลา และใช้ในการรายงานเหตุการณ์ฉุกเฉิน การลงทะเบียนรับเงินเยียวยา และการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ให้เกิดการบูรณาการกัน เพื่อความรวดเร็วในส่วนของภาครัฐ ภาคประชาชน รวมถึงเร่งรัดให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) เร่งดำเนินการใช้ระบบเตือนภัยฉุกเฉิน หรือ Cell Broadcast Service (CBS) เพื่อให้การเตือนภัยให้ประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น<br />
บูรณาการทุกหน่วยงานพัฒนาระบบเตือนภัย<br />
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดีอี กล่าวถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติว่า การประชุม (23 ก.ย. 67) ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ปภ., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมอุตุนิยมวิทยา, ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกรมประชาสัมพันธ์ ในเรื่องการเตือนภัยให้ประชาชนได้รับทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การส่งข้อความ (Sender Name) ได้มอบหมายให้ ปภ. เป็นผู้ส่ง แต่ข้อมูลที่จะส่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ดูแลสภาพอากาศ อย่างเรื่องดินโคลนถล่มเป็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องฟ้าฝนเป็นของกรมอุตุนิยมวิทยา<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ให้ผู้ให้บริการเครือข่าย เพิ่มช่องทางในการแจ้งเตือนประชาชน หากมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะมีหน้าที่ส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมประชาสัมพันธ์ออกประกาศตามสื่อวิทยุโทรทัศน์ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนอีกทางหนึ่ง<br />
ส่วนระบบการแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉิน (Cell Broadcast Service) จะเสร็จประมาณไตรมาส 2 ปี 2568 โดยในไตรมาส 1/68 จะทดสอบระบบ จะมีการวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถส่งเข้าไปได้ทุกหมายเลขที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ<br />
บูรณาการภาครัฐ-เอกชน ส่ง SMS แจ้งเตือน<br />
นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแจ้งเตือนภัยทางมือถือแบบ (Short Message Service : SMS) หรือข้อความสั้น ว่า ปภ. ได้ร่วมกับ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวง ดีอี กรมอุตุนิยมวิทยา สทนช. สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) รวมถึงผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้ง AIS True และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) วางแนวทางการส่งข้อความการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านโทรศัพท์มือถือ (SMS) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้รับข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสามารถเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างทันท่วงที และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปภ. จะเป็นหน่วยงานหลักในการออกข้อความแจ้งเตือนไปยังประชาชน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการพยากรณ์ จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งข้อความแจ้งเตือนภัยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทำการส่ง SMS ไปยังมือถือของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยรับทราบ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การแจ้งเตือนภัยผ่านระบบข้อความสั้น (SMS) 2 รูปแบบ ทั้งการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า 12 - 24 ชั่วโมง และการแจ้งเตือนภัยแบบฉุกเฉิน 6 - 12 ชั่วโมง<br />
ปภ. ย้ำการเตือน SMS ของทางการเชื่อถือได้<br />
- การแจ้งเตือนภัยผ่านข้อความ SMS ขณะนี้พร้อมดำเนินการได้ทันที หากมีสถานการณ์ภัยที่เป็นไปตามเกณฑ์การแจ้งเตือนที่กำหนด<br />
- ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าข้อความแจ้งเตือนภัยจาก ปภ. ที่จะได้รับทางโทรศัพท์มือถือของท่านเป็นข้อความจากทางราชการ มีความปลอดภัย และเชื่อถือได้อย่างแน่นอน&nbsp;<br />
- ปภ. ได้กำหนดรูปแบบของข้อความการแจ้งเตือนครบทุกมิติ ทั้งวัน เวลา สถานที่ ระดับความรุนแรง และการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัย<br />
- ประชาชนไม่ต้องกังวลใจว่าเป็นข้อความจากมิจฉาชีพ และเมื่อท่านได้รับข้อความแจ้งเตือนสถานการณ์และคำแนะนำแล้ว ขอให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้อันตรายจากสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น<br />
เกณฑ์การส่งข้อความแจ้งเตือนภัยแบบ SMS&nbsp;<br />
ปภ. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการแจ้งเตือนภัยผ่าน SMS ช่วงเวลาในการส่งข้อความ SMS จะเป็นไปตามประกาศแจ้งเตือนของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง และห้วงเวลาการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (12 &ndash; 24 ชั่วโมง) และการแจ้งเตือนภัยแบบฉุกเฉิน (6 &ndash; 12 ชั่วโมง) โดยเจ้าหน้าที่จะใช้ระดับการแจ้งเตือนภัยตามที่แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติกำหนด (5 ระดับ) ภายหลังการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่และสถานการณ์ความเสี่ยงภัยแล้วจะทำการส่งข้อความตามเกณฑ์ ตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ดังนี้&nbsp;<br />
1. ระดับ 3 (สีเหลือง) ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และเตรียมพร้อมอพยพกลุ่มเปราะบาง&nbsp;<br />
2. ระดับ 4 (สีส้ม) ให้อพยพและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ให้อพยพกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่น้ำท่วม และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง<br />
3. ระดับ 5 (สีแดง) ต้องอพยพและปฏิบัติตามข้อสั่งการทันที<br />
ช่องทางการติดต่อและติดตามข้อมูล<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&rdquo; เพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอปพลิเคชัน &ldquo;THAI DISASTER ALERT&rdquo; และเฟซบุ๊ก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM รวมถึง X @DDPMNews</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/202411153a485a6152658328aa095f73334da00d182808.jpg' type='image/jpg' length='600528' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบงดเก็บค่าไฟฟ้า ก.ย. และ ต.ค. ลด 30% พื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมอนุมัติฟื้นฟูช่วยเหลือลูกหนี้ ธ.ก.ส. ระยะที่ 2 - 3]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340317</link>
<guid isPermaLink="false">9f8073046382dabee2efd41df0ebc85b</guid>
<pubDate>Fri, 27 Sep 2024 18:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ตามประกาศโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบันของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ในพื้นที่ที่หน่วยงานราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัย) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดําเนินมาตรการ<br />
กฟภ. ดําเนินมาตรการช่วยเหลือด้านค่าไฟฟ้าเดือน ก.ย. - ต.ค. 67&nbsp;<br />
กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดําเนินมาตรการช่วยเหลือด้านค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก ที่อยู่ในพื้นที่ที่หน่วยงานราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนผู้ประสบภัย โดยมีรายละเอียด ดังนี้<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ไม่เรียกเก็บค่าไฟฟ้าประจําเดือนกันยายน 2567 โดยกําหนดให้เป็นส่วนลดก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม&nbsp;<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สําหรับค่าไฟฟ้าประจําเดือนตุลาคม 2567 ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าร้อยละ 30 โดยกําหนดให้เป็นส่วนลดก่อนการคํานวณภาษีมูลค่าเพิ่ม&nbsp;<br />
ครม. อนุมัติ มาตรการพักชำระหนี้ฯ ระยะที่ 2 - 3 ให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;เนื่องจากมาตรการพักชำระหนี้รายย่อย ระยะที่ 1 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2567 เพื่อให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาล ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 เพื่อพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ภายในกรอบวงเงินงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 22,972 ล้านบาท<br />
วัตถุประสงค์/กลุ่มเป้าหมาย<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ธ.ก.ส. ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งยังไม่ฟื้นตัว<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ธนาคาร โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. ที่เข้าร่วมมาตรการพักหนี้ ระยะที่ 1 (ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567) จำนวน 1,855,433 ราย ต้นเงินคงเป็นหนี้รวม จำนวน 240,836 ล้านบาท<br />
รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกร ร้อยละ 4.50 ต่อปี<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยรัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกรลูกหนี้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 4.50 ต่อปี จำนวน 21,172 ล้านบาท และสนับสนุนค่าใช้จ่ายการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.&nbsp;<br />
จำนวน 1,800 ล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส. จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและตามผลการดำเนินงานจริงต่อไป แบ่งเป็น&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 &nbsp;กรอบวงเงินชดเชยจำนวน<br />
10,550 ล้านบาท<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 กรอบวงเงินชดเชยจำนวน 10,622 ล้านบาท<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;รวมกรอบวงเงินชดเชย จำนวน 21,172 ล้านบาท&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส. สำหรับเกษตรกร ปีละประมาณ 300,000 ราย (รายละ 3,000 บาท) ระยะเวลา 2 ปี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/202411158fcc252d669273282b59298da4970ac4182632.jpg' type='image/jpg' length='680983' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะ 10,000 บาทผ่านระบบดิจิทัลให้กลุ่มเปราะบางและผู้พิการ 14.5 ล้านคน]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340315</link>
<guid isPermaLink="false">9d318d215d969dc3617e4808ff367318</guid>
<pubDate>Fri, 20 Sep 2024 18:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ โดยจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายคือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนไม่เกิน 12.4 ล้านราย และคนพิการจำนวนไม่เกิน 2.15 ล้านราย เป็นจำนวน 10,000 บาทต่อคน จะเริ่มทยอยจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567 เป็นต้นไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานกฤษฎีกา ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เห็นชอบในหลักการและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ &nbsp;<br />
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 67 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ<br />
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครม. เล็งเห็นว่า เนื่องจากในปี 2567 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและต่ำกว่าอัตราการขยายตัวตามศักยภาพ (Potential Growth) และประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น การหดตัวของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมในช่วงครึ่งปีแรก การหดตัวของการบริโภคสินค้าคงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผู้ผลิตอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมลดลงอย่างต่อเนื่อง หนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ เป็นต้น เป็นปัจจัยทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและคนพิการที่มีกำลังซื้อที่อ่อนแอได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ๆ โดยมีสาระสำคัญของโครงการฯ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพิ่มศักยภาพของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการลงทะเบียนฯ) ปี 2565 &nbsp;ให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โดยรัฐจะสนับสนุนเงินจำนวน 10,000 บาทต่อคน ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน (ไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์) หรือผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่ได้แจ้งความประสงค์เป็นหนังสือ ณ สำนักงานคลังจังหวัดหรือกรมบัญชีกลาง (*เฉพาะกรณีผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป* ยกเว้นกรณีผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปที่ไม่สามารถผูกพร้อมเพย์ได้ จะโอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่ได้แจ้งความประสงค์ใน &quot;หนังสือให้ความยินยอมโอนเงินสวัสดิการเข้าบัญชีร่วมกับบุคคลอื่น หรือบุคคลอื่น&quot; ซึ่งได้แจ้งไว้ ณ สำนักงานคลังจังหวัดหรือกรมบัญชีกลาง ตามแนวทางการจ่ายเงินของกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม) ให้แก่กลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 12.40 ล้านราย ประกอบด้วย<br />
1.1 ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2565 ที่ได้ยืนยันตัวตน (e-KYC) สำเร็จแล้วตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง และไม่เป็นคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามฐานข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)<br />
1.2 ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2565 ที่ได้ e-KYC สำเร็จแล้ว เป็นคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการที่หมดอายุ ตามฐานข้อมูลของ พก. พม.<br />
1.3 ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2565 ที่ได้ e-KYC สำเร็จแล้ว เป็นคนพิการที่ได้รับเงินเบี้ยความพิการ ตามฐานข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา แต่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลของ พก. พม.<br />
ทั้งนี้ จะใช้ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2567 ซึ่งไม่รวมถึงผู้ที่ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2565 ที่ได้ยืนยันตัวตน (e-KYC) สำเร็จ และเป็นบุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ในสังกัด พม. ตามที่ พม. ได้ยืนยันข้อมูลดังกล่าวให้กรมบัญชีกลาง<br />
2. โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านคนพิการ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพิ่มศักยภาพของคนพิการ ซึ่งเป็นผู้เปราะบางที่ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการและความจำเป็นของคนพิการแต่ละประเภทในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โดยรัฐจะสนับสนุนเงินจำนวน 10,000 บาทต่อคน ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่&nbsp;<br />
(1) ช่องทางการรับเงินเบี้ยความพิการที่ได้รับข้อมูลจาก อปท. กทม. และเมืองพัทยา&nbsp;<br />
(2) บัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของคนพิการ (กรณีไม่ปรากฏข้อมูลช่องทางการรับเงินเบี้ยความพิการตามข้อ (1)) ให้แก่กลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 2.15 ล้านราย ประกอบด้วย<br />
2.1 คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการที่ยังไม่หมดอายุ ตามฐานข้อมูลของ พก. พม.<br />
2.2 คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการที่หมดอายุ ตามฐานข้อมูลของ พก. พม. และไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะต้องต่ออายุบัตรประจำตัวคนพิการ ภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และ พก. แจ้งยืนยันข้อมูลดังกล่าวให้กรมบัญชีกลางทราบ จึงจะได้รับสิทธิ<br />
2.3 คนพิการที่ไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการในฐานข้อมูลของ พก. พม. แต่ได้รับเงินเบี้ยความพิการตามฐานข้อมูลของ อปท. กทม. และเมืองพัทยา และไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะต้องทำบัตรประจำตัวคนพิการ ภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และ พก. แจ้งยืนยันข้อมูลดังกล่าวให้กรมบัญชีกลางทราบ จึงจะได้รับสิทธิ<br />
2.4 คนพิการที่ไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการในฐานข้อมูลของ พก. พม. แต่ได้รับเงินเบี้ยความพิการตามฐานข้อมูลของ อปท. กทม. และเมืองพัทยา มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและไม่ได้ยืนยันตัวตน (e-KYC) ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ตามฐานข้อมูลโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2565 ของกระทรวงการคลัง ซึ่งจะต้องทำบัตรประจำตัวคนพิการ ภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และ พก. แจ้งยืนยันข้อมูลดังกล่าวให้กรมบัญชีกลางทราบ จึงจะได้รับสิทธิ<br />
ทั้งนี้ จะใช้ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2567 และไม่รวมถึงคนพิการที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ในสังกัด พม. ตามที่ยืนยันข้อมูลคนพิการดังกล่าวให้กรมบัญชีกลาง<br />
เริ่มทยอยจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมาย 25 - 30 ก.ย.&nbsp;<br />
สำหรับการดำเนินการทั้ง 2 โครงการ กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะเริ่มทยอยจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567 เป็นต้นไป โดยขณะนี้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางได้เตรียมความพร้อมที่จะจ่ายเงิน ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;25 กันยายน 2567 &nbsp;คนพิการ และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 0<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;26 กันยายน 2567 &nbsp;ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 1-3<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;27 กันยายน 2567 &nbsp;ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 4-7<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;30 กันยายน 2567 &nbsp;ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 8-9<br />
หมายเหตุ: คนพิการ หมายถึง ผู้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านคนพิการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายถึง ผู้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ<br />
ให้เวลา 3 เดือนเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้เรียบร้อยรับเงิน<br />
ในกรณีที่จ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายไม่สำเร็จในครั้งแรก จะมีการดำเนินการจ่ายเงินซ้ำ (Retry) ให้แก่กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวจำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภายในวันที่ 22 ตุลาคม 2567 ครั้งที่ 2 ภายในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 และครั้งที่ 3 ภายในวันที่ 22 ธันวาคม 2567 โดยเมื่อพ้นกำหนดการ Retry ครั้งที่ 3 แล้ว จะยุติการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมาย และถือว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ประสงค์รับเงินภายใต้โครงการ<br />
ไม่กำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายเงิน 10,000 บาท<br />
ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐจะสนับสนุนเงินจำนวน 10,000 บาทต่อคน ให้แก่กลุ่มเป้าหมายรวมจำนวนประมาณ 14.55 ล้านราย สามารถนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตโดยไม่จำกัดประเภทร้านค้า จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพิ่มศักยภาพให้ประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ตลอดจนเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2567 ได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าการมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวน 145,552.40 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 0.35 ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น จะช่วยก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งตามมา ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะเอื้อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยเน้นย้ำให้กลุ่มเป้าหมายตามโครงการดำเนินการตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนว่ายังสามารถใช้งานได้หรือไม่ หรือหากยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ขอให้ดำเนินการผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน และสำหรับคนพิการที่ไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการหรือบัตรประจำตัวคนพิการหมดอายุ ขอให้ดำเนินการทำบัตรหรือต่ออายุบัตรให้เรียบร้อยภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2567 เพื่อรับสิทธิตามโครงการดังกล่าว<br />
24 ก.ย. สามารถตรวจสอบสิทธิได้ &nbsp;&nbsp;<br />
ช่องทางหลักในการตรวจสอบสิทธิและผลการได้รับเงินในโครงการ โดยสามารถตรวจสอบสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2567 เป็นต้นไป<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เว็บไซต์ https://โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ2567.cgd.go.th<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เว็บไซต์ https://govwelfare.cgd.go.th<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เว็บไซต์ https://govwelfare.dep.go.th/check (เฉพาะคนพิการ)<br />
4. แอปพลิเคชัน &quot;รัฐจ่าย&quot; (โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง)<br />
5. ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติ โทร. 0 2109 2345 กด 1 กด 5 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง<br />
ช่องทางติดต่อสอบถามเพิ่มเติม<br />
1. ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ<br />
o&nbsp;&nbsp; &nbsp;ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0 2109 2345 ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. - 17.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์<br />
o&nbsp;&nbsp; &nbsp;Call Center กรมบัญชีกลาง โทร. 0 2270 6400 ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์<br />
2. คนพิการ<br />
o&nbsp;&nbsp; &nbsp;ศูนย์ช่วยเหลือสังคม พม. โทรศัพท์สายด่วน (Call Center) 1300<br />
o&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) โทร. 0 2354 3388 ต่อ 701 - 702 (หน่วยงานออกบัตรประจำตัวคนพิการ)<br />
o&nbsp;&nbsp; &nbsp;ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบสถานที่ตั้งและเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์บริการคนพิการแต่ละแห่งได้ทางเว็บไซต์ www.dep.go.th/th/contact-us/dsc-contactcenter<br />
o&nbsp;&nbsp; &nbsp;อปท. กทม. หรือเมืองพัทยา ที่คนพิการรับเงินเบี้ยความพิการ ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์<br />
คำถาม-คำตอบ (Q&amp;A) โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวิสติการแห่งรัฐและคนพิการ<br />
Q: คำแนะนำในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ได้รับเงินจากภาครัฐ (ต้องดำเนินการให้ทันตามกำหนดเวลา มิฉะนั้นอาจไม่ได้รับเงินจากโครงการ)<br />
A: (1) ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือคนพิการที่เข้าข่ายได้รับโอนเงินทางบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน กรณีไม่เคยมีอยู่ให้เร่งติดต่อธนาคารที่มีบัญชีเงินฝากเพื่อผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หรือภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2567 และหากกรณีมีอยู่แล้วโปรดตรวจสอบว่าบัญชีดังกล่าวยังมีสถานะที่รับได้ตามปกติหรือไม่ (สถานะ active) และต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หรือภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2567<br />
(2) กรณีคนพิการที่ไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการแต่ได้รับเงินเบี้ยความพิการ และคนพิการที่บัตรประจำตัวคนพิการหมดอายุ ให้ติดต่อยื่นขอมีบัตรหรือขอต่ออายุบัตรโดยเร็ว หรือภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ได้ที่<br />
(2.1) ยื่นขอมีบัตรประจำตัวคนพิการเพื่อยืนยันตัวตน ที่ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยใช้เอกสาร ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;บัตรประจำตัวประชาชน/สูติบัตรสำหรับบุคคลอายุต่ำกว่าสิบห้าปี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทะเบียนบ้าน (ถ้ามี)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;รูปถ่ายคนพิการ ขนาด 1 นิ้ว (กรณีที่ไม่ได้มายื่นด้วยตนเอง)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เอกสารรับรองความพิการ (กรณีที่พิการเชิงประจักษ์ตามประกาศฯ ไม่ต้องใช้เอกสารรับรองความพิการ)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว หรือชื่อสกุล (ถ้ามี)<br />
(หมายเหตุ: กรณีคนพิการที่ได้รับเงินเบี้ยความพิการแต่ไม่มีในฐานข้อมูลของ พก. อาจเกิดจากเป็นคนพิการที่ใช้บัตรประจำตัวคนพิการแบบเก่า (แบบเล่ม) และไม่ได้มีการยื่นเพื่อลงทะเบียนในระบบ)<br />
(2.2) ต่ออายุบัตรประจำตัวคนพิการ ที่ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08:30 น. - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยใช้เอกสาร ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;บัตรประชาชน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทะเบียนบ้าน (ถ้ามี)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เอกสารรับรองความพิการ (กรณีมีความพิการเพิ่มหรือเปลี่ยนไปจากเดิม)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว หรือชื่อสกุล (ถ้ามี)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;บัตรประจำตัวคนพิการใบเดิม<br />
ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอมีบัตรหรือต่ออายุบัตรประจำตัวคนพิการได้ทางโทรศัพท์สายด่วน พม. โทร. 1300 หรือกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) หมายเลขโทรศัพท์ 0 2354 338888 ต่อ 701 - 702 (หน่วยงานออกบัตรประจำตัวคนพิการ)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;Q : ได้ลงทะเบียนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ไว้แล้ว แต่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและไม่ใช่คนพิการ ในอนาคตยังจะได้เงิน 10,000 บาท อยู่หรือไม่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;A : &nbsp;ขณะนี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลุ่มที่เปราะบาง 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการก่อนเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังมีนโยบายที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตต่อไป ตามที่ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาไว้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 โดยจะมีการนำฐานข้อมูลของผู้ลงทะเบียนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ที่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐมาใช้ต่อ ในการนี้ จึงขอให้รอติดตามข่าวสารเพื่อรับทราบความคืบหน้าของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจากรัฐบาลต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/202411158ae8cf36e198b25fe1da3f21079ae60b182021.jpg' type='image/jpg' length='661858' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลางกว่า 3 พันล้าน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340314</link>
<guid isPermaLink="false">2ea9a734e8801c2f579bde91cc344cdf</guid>
<pubDate>Fri, 20 Sep 2024 18:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (คอส.) ครั้งที่ 1/2567 โดย&nbsp;<br />
ที่ประชุมเห็นชอบให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ซึ่งมอบหมายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อบูรณาการทำงานของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น พร้อมเตรียมการรับมือเยียวยาและเผชิญเหตุให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ นายกฯ ได้สั่งการต่อที่ประชุมให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจนกว่าจะคลี่คลาย ดังนี้&nbsp;<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอให้ ศปช. &nbsp;ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้และหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นฉุกเฉินให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที&nbsp;<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในคณะ คอส. ให้มีการประชุมติดตามงานเป็นระยะ ๆ จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอให้ ศปช. ประเมินสถานการณ์และกำหนดการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตาม สั่งการ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้ทันที และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่&nbsp;<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอให้สำนักนายกรัฐมนตรีเร่งรัดมาตรการฟื้นฟูเยียวยา โดยกำหนดกรอบระยะเวลาให้ชัดเจนและเสนอ คอส. เพื่อทราบลำดับถัดไป รวมถึงการเยียวยาขอให้ครอบคลุมถึงกลุ่มชาติพันธ์ุ<br />
5.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เรื่องดินโคลนถล่ม กรมทรัพยากรธรณีต้องมีการชี้จุดที่ชัดเจน และมีการซักซ้อมอย่างจริงจังในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีภัยดังกล่าว<br />
6.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการประชาสัมพันธ์การรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ทราบเพื่อเตรียมการตามที่มีการแจ้งเตือน และขอให้กองทัพร่วมกับกรมอาชีวศึกษาระดมกำลังเข้าไปช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชน รวมถึงอาคารสถานที่ราชการโดยเร็ว<br />
ครม. อนุมัติงบกลาง จำนวน 3,045 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 ก.ย. 67) ครม. มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉิน กรณีอุทกภัย จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 3,045,519,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณ และจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน ให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้</p>

<p>นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบความเหมาะสมกับสถานการณ์ และลดขั้นตอนเอกสารที่ต้องยื่นในการช่วยเหลือต่าง ๆ ให้การเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว โดยให้ทุกส่วนราชการเร่งพิจารณาถึงมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพิ่มเติมจากกรณีปกติที่ดำเนินการอยู่แล้ว หากมีเรื่องใดที่มีความจำเป็นเสนอต่อที่ประชุม ครม. ให้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว รวมถึงระบบการแจ้งเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น&nbsp;<br />
รัฐบาล สั่งการ ปภ. กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน ค่าดำรงชีพเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกินกว่า 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 7,000 บาท<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีมีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 60 วัน ขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 9,000 บาท<br />
หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567<br />
หลักเกณฑ์<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เป็นกรณีอุทกภัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ทั้งกรณีน้ำท่วมโดยฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำ จนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เป็นที่อยู่ที่ประสบอุทกภัย ตามข้อ 1 และได้รับผลกระทบกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้<br />
1)&nbsp;&nbsp; &nbsp;ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย<br />
2)&nbsp;&nbsp; &nbsp;ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วันขึ้นไป<br />
เงื่อนไข<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย และ/หรือ ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดย<br />
1)&nbsp;&nbsp; &nbsp;มีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 30)<br />
2)&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ประสบสาธารณภัย&nbsp;<br />
3)&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) สำหรับกรุงเทพมหานคร<br />
ต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานคร<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่ประสบภัยหลายครั้ง ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว</p>

<p>ประโยชน์และผลกระทบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตามข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ/พื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้<br />
ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จำนวน 57 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นนทบุรี นครนายก นครปฐม นครพนม นครสวรรค์นครราชสีมา นครศรีธรรมราช น่าน บึงกาฬ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พังงา พะเยา พิจิตร พิษณุโลกเพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มหาสารคาม มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยะลา ระยอง ราชบุรี ร้อยเอ็ด ลำปาง ลำพูน เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สระแก้ว สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย หนองบัวลำภู อ่างทอง อุทัยธานี อุดรธานี อุตรดิตถ์ และจังหวัดอุบลราชธานี มีครัวเรือนผู้ประสบภัยได้รับผลกระทบ จำนวน 338,391 ครัวเรือน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้การดำรงชีพของประชาชนเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/20241115615f23339963b6fbf9ce07daaeac8a23181906.jpg' type='image/jpg' length='872448' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กระทรวงคมนาคมเร่งเดินหน้าทุกโครงการ - นโยบาย ดันไทยสู่ “ศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค” มั่นใจประชาชน - ประเทศชาติต้องได้ประโยชน์สูงสุด]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340313</link>
<guid isPermaLink="false">6a6a4eb474891a77ae4717fb86df89b3</guid>
<pubDate>Fri, 13 Sep 2024 18:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(10 ก.ย. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงคมนาคมอย่างเป็นทางการ ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ พร้อมด้วย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ก่อนหน้านี้ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 จนถึงปัจจุบัน ได้ครบ 1 ปีของการปฏิบัติภารกิจและดำเนินนโยบายต่าง ๆ ด้านการคมนาคมขนส่งและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการให้บริการในระบบคมนาคมขนส่งทุกด้าน เพื่อต้องการให้เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีมีสุขทุกภาคส่วน ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการและนโยบายต่าง ๆ ของกระทรวงคมนาคมให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างครบถ้วน สนับสนุนการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค อย่างยั่งยืน<br />
ด้านคมนาคมทางราง<br />
ผลักดันนโยบายรถไฟฟ้าในอัตรา 20 บาทตลอดสาย นำร่องรถไฟชานเมืองสายสีแดง และ MRT สายสีม่วง มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 และได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชน โดยในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณผู้โดยสารรวมทั้ง 2 สาย เพิ่มขึ้นถึง 26.39% และในระยะต่อไปมั่นใจว่าปริมาณผู้โดยสารจะใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้จากเดิมตอนเริ่มนโยบาย คาดว่า จะมีรายได้เท่ากับก่อนเริ่มนโยบายภายใน 2 ปี 7 เดือน (พฤษภาคม 2569) แต่ในปัจจุบัน หากปริมาณผู้โดยสารยังเพิ่มขึ้นในอัตรานี้ คาดว่า จะสามารถมีรายได้เท่าเดิมได้ภายในปี 2568 และหลังจากนี้โครงการรถไฟฟ้าสีอื่น ๆ จะผลักดันนโยบายรถไฟฟ้าในอัตรา 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดต้นทุนและลดระยะเวลาการเดินทาง บนอัตราค่าบริการที่มีความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นสร้างโอกาสในการเดินทางอย่างเท่าเทียมของคนทุกกลุ่ม รวมถึงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ได้ดำเนินการเร่งรัดติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการโดยเร็วที่สุด<br />
ขณะนี้ได้ตั้งคณะการทำงาน เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานในรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะทำให้นโยบายมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย เกิดขึ้นได้จริงกับรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทุกสีตามเป้าหมายในเดือนกันยายน 2568 ต้องดำเนินการใน 2 เรื่องคือ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ขนส่งทางราง และร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ซึ่งจะต้องพยายามผลักดันให้มีผลบังคับใช้ก่อนเดือนกันยายน 2568<br />
ด้านคมนาคมทางบก&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เร่งรัดการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 เพื่อปิดตำนาน &ldquo;ถนน 7 ชั่วโคตร&rdquo; พร้อมเดินหน้าแก้ไขอุปสรรคทั้งหมดให้สำเร็จลุล่วงตามแผนงานที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เร่งรัดโครงการมอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน - สระบุรี - นครราชสีมา ที่มีปัญหาสะสมมาหลายรัฐบาลให้แล้วเสร็จ จนสามารถกำหนดการให้บริการประชาชนเพิ่มเติมได้&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เร่งรัดโครงการมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้มอบกรมทางหลวง (ทล.) เร่งรัดการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) เพื่อให้สามารถเปิดบริการได้ทันภายในปี 2568 เป็นต้น<br />
ด้านคมนาคมทางน้ำ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มอบให้กรมเจ้าท่า (จท.) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้บริการ Smart Pier (ท่าเรืออัจฉริยะ : นำเทคโนโลยีระบบดิจิทัล มายกระดับบริการ) เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อ &ldquo;ล้อ - ราง - เรือ&rdquo; อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ให้ศึกษารายงาน การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public &ndash; Private Partnership : PPP) การพัฒนาท่าเรือ Cruise Terminal (ท่าเรือสำราญขนาดใหญ่) ฝั่งอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ให้สามารถเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจพิจารณาได้ภายในต้นปี 2568&nbsp;<br />
ด้านคมนาคมทางอากาศ&nbsp;<br />
ขับเคลื่อนโครงการ Aviation Hub (ศูนย์กลางทางการบิน) ตามนโยบายของรัฐบาลโดยกำหนดเป้าหมายให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานอยู่ใน 20 อันดับของโลก ภายในปี 2572 พร้อมทั้งจะพัฒนาท่าอากาศยานทั่วประเทศให้มีความทันสมัย รองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับส่วนโครงการ Landbridge ล่าสุดอยู่ในช่วงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และวิเคราะห์รูปแบบโมเดลต่าง ๆ เบื้องต้นคาด พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridors: SEC) จะเริ่มประกาศใช้ในช่วงปี 2568 และจะดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 ภายในปลายปี 2573 ต่อไป<br />
ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทุกโครงการ<br />
กระทรวงคมนาคมยังคงมุ่งเน้นด้านความปลอดภัยในทุกโครงการ โดยล่าสุดได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างกำหนดเป็นนโยบายให้จัดทำสมุดพกผู้รับเหมาเพื่อกำกับคุณภาพด้านความปลอดภัย จนปัจจุบันได้เริ่มใช้ในโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคมแล้ว และอยู่ระหว่างประสานกรมบัญชีกลางเพื่อนำไปสู่มาตรการด้านการลดชั้น หรือตัดคะแนนผู้รับเหมาสู่การตัดสิทธิ์การเข้าร่วมประมูลงานของกระทรวงคมนาคม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/20241115f984f7f15d52de644e2e100a43d8e35c181458.jpg' type='image/jpg' length='577024' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กษ. ประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร เร่งพิจารณาทบทวนโครงการฟื้นฟูเกษตรกรหลังน้ำลด]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340312</link>
<guid isPermaLink="false">71190b76fce619ab62862022c11a3f31</guid>
<pubDate>Fri, 13 Sep 2024 18:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(9 ก.ย. 67) &nbsp;นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน พร้อมวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาเพาะปลูกได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งในที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม เพื่อการฟื้นฟูเกษตรกรหลังน้ำลด ปี 2567 ของหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทบทวนแผนงาน โครงการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม และจะรวบรวมนำเสนอในการประชุมครั้งหน้า ก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป &nbsp;<br />
เปิดรายงานผลกระทบด้านการเกษตร 3 ด้านจากสถานการณ์อุทกภัยปี 67<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากข้อมูลรายงานผลกระทบด้านการเกษตรจากสถานการณ์อุทกภัย (ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. - 6 ก.ย. 67) แบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้&nbsp;<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 39 จังหวัด เกษตรกร 131,458 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 850,084 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 728,547 ไร่ พืช ไร่และพืชผัก 90,954 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ 30,583 ไร่&nbsp;<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านประมง ได้รับผลกระทบ 23 จังหวัด เกษตรกร 11,555 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 9,046 ไร่&nbsp;<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 16 จังหวัด เกษตรกร 54,842 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 3.3 ล้านตัว แบ่งเป็น โค 88,966 ตัว กระบือ 19,036 ตัว สุกร 74,326 ตัว แพะ/แกะ 3,890 ตัว และสัตว์ปีก 3.1 ล้านตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ 2,568.05 ไร่<br />
สำหรับการให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า ได้สนับสนุนอาหารกล่องพร้อมน้ำดื่มให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และดำเนินการช่วยเหลือเครื่องมือเครื่องจักรแล้ว 646 หน่วย แบ่งเป็น เครื่องสูบน้ำ 533 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 50 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 7 คัน และเครื่องจักรสนับสนุนอื่น ๆ 56 หน่วย ตลอดจนอพยพสัตว์จำนวน 574,292 ตัว สนับสนุนหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 383,335 กิโลกรัม ส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ/ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) 19,901 ซอง รักษาสัตว์ 7,194 ตัว&nbsp;<br />
ถุงยังชีพสัตว์ 130 ถุง พร้อมกันนี้ กองตรวจการประมง ยังได้จัดชุดเฉพาะกิจพร้อมเจ้าหน้าที่ รถยนต์ เรือตรวจการประมง ช่วยนำส่งเสบียงอาหารและน้ำดื่ม ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แพร่ พะเยา น่าน สุโขทัย<br />
จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์พืช ช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัย<br />
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมการให้ความช่วยเหลือ โดยจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์พืชไว้ ซึ่งเป็นพืชอายุสั้นที่เกษตรกรสามารถนำไปปลูกเพื่อเป็นอาหารลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเพิ่มรายได้ เช่น&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จัดเตรียมเมล็ด พันธุ์พืชผัก จำนวน 319,669 ซอง ประกอบด้วย ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง พริก มะเขือเปราะ กระเจี๊ยบเขียว ถั่วฝักยาว และถั่วพู&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จัดเตรียมต้นพันธุ์พืชผักพืชอาหาร จำนวน 113,000 ซอง ได้แก่ พริก มะเขือเปราะ และต้นพันธุ์ไม้ ผลไม้ยืนต้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp; จัดเตรียม*เชื้อราไตรโคเดอร์มา (*เชื้อราไตรโคเดอร์มา คือเชื้อราชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในดิน อาศัยเศษซากอินทรีย์วัตถุเป็นอาหารโดยไม่มีอันตรายกับพืช คน สัตว์และแมลง เชื้อราไตรโคเดอร์มา หลายชนิดมีคุณสมบัติในการควบคุมและทำลายเชื้อราสาเหตุโรคพืชทางดิน จึงทำให้พืชมีระบบรากที่สมบูรณ์ แข็งแรง หาอาหารได้มาก ต้นพืชจึงสมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง และคุณภาพดี) มาเพื่อให้เกษตรกรนำใช้ในการฟื้นฟู ป้องกันเชื้อสาเหตุโรคพืชสำหรับพื้นที่เพาะปลูกไม้ผลหลังน้ำลด&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัย และเตรียม *สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 (*สารเร่ง พด.6 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักเศษอาหารในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารสำหรับทำความสะอาดคอกสัตว์ บำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ) เพื่อบำบัดน้ำเสีย<br />
พม. รับมอบสิ่งของ - เงินบริจาค จากมูลนิธิพุทธภูมิธรรม ส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(10 ก.ย. 67) นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของและเงินบริจาครวมมูลค่าทั้งสิ้น 626,400 บาท จากมูลนิธิพุทธภูมิธรรม เพื่อมอบให้กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) นำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และผู้ประสบปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ มูลนิธิพุทธภูมิธรรมมีความร่วมมือกับกระทรวง พม. มาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้ได้เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือในสถานการณ์ทางสังคม ที่มีพี่น้องประชาชนที่อยู่ในความดูแลของกระทรวง พม. ได้รับผลกระทบภัยน้ำท่วม หรือภัยพิบัติต่าง ๆ &nbsp;โดยกระทรวง พม. ได้ให้ความสำคัญในการให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมและเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ โดยดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย<br />
ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคมต่าง ๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อโอกาสให้เด็กและเยาวชน สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน<br />
ช่วยเหลือเยียวยาหลังจากที่น้ำลดลงในพื้นที่ภาคเหนือ วางแผนฟื้นฟูช่วยเหลือหลังจากน้ำลด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมนั้น กระทรวง พม. ได้ช่วยเหลือเยียวยาหลังจากที่น้ำลดลงในพื้นที่ภาคเหนือ และได้เตรียมวางแผนสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ โดยส่งเจ้าหน้าที่นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ลงไปในพื้นที่ และได้มีการวางแผนฟื้นฟูช่วยเหลือหลังจากน้ำลดเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม หรือประสบปัญหาทางสังคม สามารถโทรขอความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) ผ่านสายด่วน พม. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/20241115c3cdff215d6e4aa21eeb884e021f7016181332.jpg' type='image/jpg' length='575035' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เคาะ 5 มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ป้องกันและปราบปรามธุรกิจการขายสินค้าต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340311</link>
<guid isPermaLink="false">244d5afdd3cf80e2912aa8d5ea43cf04</guid>
<pubDate>Fri, 06 Sep 2024 18:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(3 ก.ย. 67) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการป้องกันสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาสินค้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานที่เข้ามายังประเทศไทย ตามที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ประชุมหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นเจ้าภาพหลักในการรับเรื่องร้องเรียนนั้น ได้เสนอมาตรการแก้ไข เนื่องจากมีผู้ประกอบการไทยได้รับความเดือดร้อน และแข่งขันกับสินค้าจีนได้ยาก โดย ครม. เห็นชอบแนวทางการแก้ปัญหา 5 มาตรการหลัก 63 แผนปฏิบัติการ ดังนี้<br />
1)&nbsp;&nbsp; &nbsp;ให้หน่วยงานรัฐ บังคับใช้ระเบียบกฎหมายอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการตรวจสินค้า ณ ด่านศุลกากร ด้วยการเพิ่มความถี่การเปิดตู้สินค้า เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้าจากต่างประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเพิ่มความถี่การตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่จำหน่ายออนไลน์ ให้เป็นไปตามกฎหมายไทย<br />
2)&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการค้าอนาคต โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการออนไลน์จากต่างประเทศต้องจดทะเบียนนิติบุคคลและมีสำนักงานในไทย เพื่อให้ภาครัฐ สามารถกำกับดูแล ซึ่งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อยู่ระหว่างจัดทำประกาศ รวมถึงต้องเพิ่มจำนวนรายการสินค้าควบคุมภายใต้มาตรฐานบังคับครอบคลุมรายการสินค้าให้มากที่สุด&nbsp;<br />
3)&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาตรการด้านภาษี กรมสรรพากรอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายภาษี สำหรับการกำหนดให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ และแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าในไทย ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขณะเดียวกันต้องจัดอบรมความรู้เชิงเทคนิคให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการยื่นคำขอและไต่สวนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดหนุน และมาตรการปกป้องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น<br />
4)&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในการผลิต ขยายการส่งออกสินค้าไทยผ่าน E - Commerce เพื่อให้ SMEs ไทย แข่งขันได้ในยุคการค้าโลกใหม่<br />
5)&nbsp;&nbsp; &nbsp;สร้างและต่อยอดความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เพื่อผลักดันสินค้าและบริการไทยผ่าน E - Commerce ต่างประเทศ และส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าสำหรับ E - Commerce ในระดับภูมิภาค</p>

<p>รอ ครม.ชุดใหม่ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามฯ&nbsp;<br />
ที่ประชุม ครม. ยังมีมติให้เลื่อนเรื่องการตั้งศูนย์เฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามสินค้าและธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอออกไป เพื่อรอ ครม. ชุดใหม่มาดำเนินการ เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ หากเสนอให้ ครม. ชุดนี้เห็นชอบก็ต้องนำเสนอกลับมาให้ ครม. ชุดใหม่พิจารณาอีกครั้ง&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ และรายงานผลการดำเนินงานเป็นรายสัปดาห์ โดยทั้ง 5 มาตรการ ได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับความตกลงทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศคู่ค้า ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยอย่างสมดุล<br />
ไทม์ไลน์ก่อนเคาะ 5 มาตรการป้องกันปราบปรามธุรกิจขายสินค้าต่างประเทศ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(22 มิ.ย. 67) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท หรือมีผลตั้งแต่สินค้าบาทแรกที่นำเข้า เริ่ม 5 ก.ค. - 31 ธ.ค. 67 เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค ระหว่างผู้ขายในต่างประเทศซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กับผู้ขายในประเทศไทยซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(13 ส.ค. 67) ที่ประชุม ครม. โดยอดีตนายกรัฐมนตรี (เศรษฐา ทวีสิน) มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพในการหามาตรการป้องกันและปราบปรามธุรกิจขายสินค้าจากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย เร่งหารือให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(28 ส.ค. 67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมแก้ปัญหาการนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและราคาต่ำจากต่างประเทศกับผู้บริหารระดับสูงจาก 28 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดการป้องกันและกำกับดูแลทั้งสินค้าและธุรกิจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายควบคู่กับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs และ E - Commerce ไทยปรับตัวได้ในโลกการค้ายุคใหม่<br />
เปิด 9 มาตรการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าติดอาวุธผู้ประกอบการไทย<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศ 9 มาตรการเร่งเสริมแกร่งติดอาวุธผู้ประกอบการไทยรับมือรูปแบบการค้ายุคใหม่ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งและเติบโตอย่างมีศักยภาพ<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขยายช่องทางการตลาดผ่านออนไลน์ โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมผู้ประกอบการให้ใช้ช่องทางการค้าออนไลน์ในการขยายตลาด ประกอบด้วย&nbsp;<br />
1.1&nbsp;&nbsp; &nbsp;การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้าน E - commerce ให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ เช่น หลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ (Online Marketing Genius: OMG) หลักสูตรปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ (The Influencer Journey : TIJ) และหลักสูตรสร้างนักขายออนไลน์มืออาชีพ (Smart Trader Online) ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการได้รับการอบรมทั้ง 3 หลักสูตร รวมกว่า 4,000 ราย&nbsp;<br />
1.2&nbsp;&nbsp; &nbsp;การสร้างโอกาสทางการตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E - commerce Booster) ผ่านหลักสูตรชุมชนออนไลน์นวัตกรรมรักษ์โลก (Digital Village by BCG) เป็นกิจกรรมยกระดับชุมชน โดยการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเหลือชุมชนที่อยู่ห่างไกลให้สามารถทำการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง โดยได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งเป้าหมาย 20 ชุมชนทั่วประเทศ&nbsp;<br />
1.3&nbsp;&nbsp; &nbsp;สร้างความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าออนไลน์ (Trust and Security) ผ่านเครื่องหมายรับรองผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Registered) และเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ (DBD Verified)&nbsp;<br />
1.4&nbsp;&nbsp; &nbsp;สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Market Collaboration) ยกระดับสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา E - commerce ecosystem ผ่านการจัดงานและกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการสร้างเครือข่ายแพลตฟอร์มและส่งเสริมการค้าออนไลน์ในประเทศ โดยการจัดทำหน้า Landing Page บนแพลตฟอร์ม E - Marketplace และ Social Commerce ที่มีชื่อเสียง เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการไทยในแพลตฟอร์มเหล่านั้นอีกด้วย<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ SME โดยนำผู้ประกอบการชุมชน ออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ณ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าชื่อดัง เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าและบริการ เป็นการขยายช่องทางการตลาดผ่านการสัมผัสจับต้อง ในงานกิจกรรมและการแสดงสินค้า&nbsp;<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่งเสริมสร้างภาพลักษณ์สินค้าชุมชนของไทย ช่วยประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน DBD Smart Local BCG ให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคมากขึ้น<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เจรจาหาพื้นที่จำหน่ายสินค้าฟรีหรือราคาพิเศษให้ผู้ประกอบการชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมัน ฯลฯ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ปัจจุบันมี 19,000 ทำเล<br />
5.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เสริมสร้างองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เช่น การเสริมทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data - Driven Decision) เพื่อให้สามารถกำหนดแนวทางการผลิตสินค้าที่โดนใจผู้บริโภค การทำ Branding การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนาสินค้า/ธุรกิจ และการยกระดับธุรกิจเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานสากล เป็นต้น<br />
6.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่งเสริมการเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลส่งต่อความรู้และลูกค้าระหว่างกัน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับ เครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ทั่วประเทศ และการรวมกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์<br />
7.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ด้วยระบบแฟรนไชส์ที่ได้มาตรฐาน&nbsp;<br />
8.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เสริมศักยภาพร้านค้าโชห่วยด้วยเทคโนโลยี ส่งเสริมความรู้ และใช้ Point of Sale : POS (ระบบขายหน้าร้าน) บริหารจัดการร้านค้า เพื่อลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย และนำร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ ไปเป็นพี่เลี้ยงยกระดับร้านโชห่วยให้มีภาพลักษณ์ที่ดี มีความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์เพื่อเป็นพันธมิตรในการทำธุรกิจ<br />
9.&nbsp;&nbsp; &nbsp;อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ลดระยะเวลา และเพิ่มความเชื่อมั่นในการเข้าใช้บริการ<br />
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจกิจกรรมติดอาวุธเสริมทักษะเพื่อเร่งปรับตัวรับมือกระแสการค้าโลกใหม่ทั้ง 9 มาตรการ สามารถติดตามข้อมูลและลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ทาง www.dbd.go.th</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/20241115b387097729455847523166e8fb4e5fe1180908.jpg' type='image/jpg' length='563425' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เห็นชอบอนุมัติงบกลางช่วยเหลือและพื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน – พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340310</link>
<guid isPermaLink="false">340822e748d0aedb65e55ef93d1dc967</guid>
<pubDate>Fri, 06 Sep 2024 18:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(3 ก.ย. 67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าหน่วยราชการทุกหน่วย เร่งสำรวจความเสียหาย สถานที่ราชการ บ้านเรือนประชาชน เนื่องจากขณะนี้น้ำทางเหนือลงมาหมดแล้ว ในส่วนของเรื่องการฟื้นฟู ย้ำว่าจะทำงานโดยเร็ว เรื่องไหนที่ส่งเรื่องมาก่อน ก็จะดำเนินการก่อน พร้อมอนุมัติงบกลางช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคม เสนอ ดังนี้<br />
อนุมัติงบกลาง ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2,289,382,200 บาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมบริหารจัดการน้ำ<br />
ครม. อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 2,289,382,200 บาท ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำ&nbsp;<br />
กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำและเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำ จำนวน 1,072 รายการ วงเงิน 2,289,382,200 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567)<br />
เนื่องจากอิทธิพลของพายุ และน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากที่ผ่านมา ส่งผลให้อาคารชลประทานต่าง ๆ ได้รับความเสียหาย กระแสน้ำกัดเซาะทำให้การระบายน้ำไม่ได้ประสิทธิภาพ รวมถึงมีตะกอนดินที่กระแสน้ำพัดมาอุดตันคลองส่งน้ำทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว กรมชลประทาน จึงมีความจำเป็นในการนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ดังนี้<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยการกำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และการใช้งานให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หรือมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีสภาพร้อมใช้งานและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำให้ดีขึ้น สามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยจากน้ำท่วมและน้ำขังในพื้นที่ที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำด้านอุทกภัยและภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต<br />
5.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อการอุปโภค - บริโภค และเพื่อกิจกรรมอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
ผลที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการ<br />
กรมชลประทานจะมีอาคารชลประทาน ที่มีสภาพพร้อมใช้งานสำหรับการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันบรรเทาภัยจากน้ำ กิจกรรมอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเกิดอุทกภัยและ<br />
ภัยแล้งในอนาคต<br />
อนุมัติงบกลาง ให้กระทรวงคมนาคม 3,017.39 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและภัยพิบัติ&nbsp;<br />
กระทรวงคมนาคม ได้รับการอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 217 รายการ วงเงิน 3,017.39 ล้านบาท เพื่อนำไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและ<br />
ภัยพิบัติ จากสถานการณ์อุทกภัย ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ทำให้เส้นทางคมนาคมมีความเสียหายหลายจุด (จำนวน 39 จังหวัด) ประกอบด้วย&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมทางหลวง จำนวน 137 รายการ วงเงิน 1849.55 ล้านบาท&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมทางหลวงชนบท จำนวน 80 รายการ วงเงิน 1,167.84 ล้านบาท<br />
ประโยชน์จากการดำเนินโครงการ<br />
เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและภัยพิบัติให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการเส้นทางคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ ได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง<br />
สทนช. เตือนในช่วงวันที่ 3 &ndash; 9 ก.ย. 67 มีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และบริเวณชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน บริเวณ จ.ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย บึงกาฬ อุบลราชธานี นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และสตูล&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ แม่น้ำยม แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และแม่น้ำน้อย ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/202411156cd7e1e82b4e2b3ac3b3283bd315b412180804.jpg' type='image/jpg' length='655003' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/340309</link>
<guid isPermaLink="false">b67162f9caa2911ee3e536c0692d6d6e</guid>
<pubDate>Fri, 30 Aug 2024 18:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายเผ่าภูมิ &nbsp;โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ ทั้งบริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง และภาคใต้<br />
ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ และการดำเนินธุรกิจของประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ จึงได้ดำเนินการออกมาตรการด้านการเงินทั้งมาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยมีสาระสำคัญของโครงการ ดังนี้</p>

<p>ธนาคารออมสิน จัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเร่งด่วน ประกอบด้วย<br />
1) มาตรการพักชำระหนี้ สำหรับลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาท ได้รับการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 3 เดือน<br />
2) มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่<br />
- โครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินต่อรายไม่เกิน 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0.6 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 15 เดือน ปลอดชำระเงินงวดใน 3 เดือนแรก<br />
- โครงการสินเชื่อเคหะผู้ประสบภัย วงเงินกู้ต่อรายสูงสุดร้อยละ 100 ของราคาประเมิน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2 ต่อปี<br />
ทั้งนี้ สามารถแสดงความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการผ่านทางเว็ปไซต์ของธนาคารออมสินหรือติดต่อสาขาของธนาคารออมสินในพื้นที่ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป</p>

<p>ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัย ประกอบด้วย<br />
1) มาตรการพักชำระหนี้<br />
- กรณีหนี้ถึงกำหนดชำระหรือหนี้ค้างชำระ 0 -3 เดือน สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยการขยายระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 20 ปี กรณีลูกค้าไม่สามารถชำระดอกเบี้ยค้างชำระได้ทั้งหมด ให้ระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นไม่เกิน 3 ปี ยกเว้นดอกเบี้ยปรับทั้งจำนวน และกรณีลูกค้าสามารถชำระดอกเบี้ยค้างชำระได้ร้อยละ 20 &nbsp;จะตัดชำระต้นเงินร้อยละ 50 และตัดชำระดอกเบี้ยร้อยละ 50&nbsp;</p>

<p>- กรณีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans : NPLs) สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยการขยายระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 20 ปี ลดอัตราดอกเบี้ยปรับทั้งจำนวน และลดภาระหนี้และดอกเบี้ยไม่เกิน &nbsp;ร้อยละ 70 เมื่อชำระหนี้ได้ตามสัญญาใหม่<br />
2) มาตรการเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูลูกค้า วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วย<br />
- โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ปี 2567/68 วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR ของ ธ.ก.ส. เท่ากับร้อยละ 6.975 ต่อปี) ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี ปลอดชำระดอกเบี้ย &nbsp;ใน 6 เดือนแรก<br />
- โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงินต่อรายไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR - 2 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 15 ปี<br />
ทั้งนี้ สามารถแสดงความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป</p>

<p>ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปี 2567 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าประชาชน ประกอบด้วย<br />
1) มาตรการลดเงินงวดและลดอัตราดอกเบี้ย สำหรับลูกค้าปัจจุบันจะได้รับการลดเงินงวดร้อยละ 50&nbsp;<br />
จากเงินงวดที่ชำระปกติ และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 6 เดือน<br />
2) มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับลูกค้าใหม่หรือลูกค้าปัจจุบัน สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมหรือสินเชื่อใหม่เพื่อปลูกสร้างอาคารทดแทนหลังเดิมหรือซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหาย วงเงินต่อรายไม่เกิน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2 ต่อปี<br />
3) มาตรการประนอมหนี้ สำหรับลูกค้าที่ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือนหรืออยู่ระหว่าง<br />
การประนอมหนี้จะได้รับการปลอดชำระดอกเบี้ยและเงินงวดใน 6 เดือนแรก กรณีลูกค้าที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ผู้กู้ร่วมหรือทายาทสามารถผ่อนชำระต่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปีตลอดระยะเวลาคงเหลือ และกรณี ที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลังและไม่สามารถซ่อมแซมได้สามารถยกเว้นหนี้ในส่วนของอาคารและผ่อนชำระต่อเฉพาะในส่วนของที่ดินที่คงเหลือ<br />
4) มาตรการสินไหมเร่งด่วน สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยซึ่งคุ้มครองภัยธรรมชาติจะพิจารณาสินไหมอย่างเร่งด่วน (Fast Track) เป็นกรณีพิเศษ<br />
ทั้งนี้ สามารถยื่นคำขอเข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2567</p>

<p>ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับความเสียหายจากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ประกอบด้วย<br />
1) มาตรการพักชำระหนี้ พักชำระหนี้เงินต้นให้สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของผลกระทบและลักษณะของธุรกิจแต่ละราย<br />
2) มาตรการสินเชื่อเติมทุน สำหรับซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการผ่านโครงการ Smile Biz ธุรกิจยิ้มได้ วงเงินต่อรายสูงสุด 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ MLR - 1 ต่อปี (ปัจจุบัน MLR ของ ธพว. เท่ากับร้อยละ 7.5 ต่อปี) ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 6 เดือนแรก<br />
ทั้งนี้ สามารถแสดงความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&nbsp;</p>

<p>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แบ่งเป็น<br />
- มาตรการช่วยเหลือสำหรับวงเงินกู้ระยะสั้น ขยายระยะเวลาตั๋วสัญญาใช้เงินสูงสุด 180 วัน<br />
เพิ่มวงเงินหมุนเวียนชั่วคราวสูงสุดร้อยละ 20 ของวงเงินหมุนเวียนเดิม สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท และเปลี่ยนแปลง<br />
ภาระหนี้ระยะสั้นเป็นภาระหนี้ระยะยาวผ่อนชำระสูงสุด 3 ปี<br />
- มาตรการช่วยเหลือสำหรับวงเงินกู้ระยะยาว ขยายระยะเวลาเงินกู้สูงสุด 7 ปี ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ปีแรกลงร้อยละ 0.50% หรือจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 50 ในช่วง 6 เดือนแรก และพักชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 1 ปี<br />
ทั้งนี้ สามารถแสดงความประสงค์เข้าร่วมมาตรการผ่านทางเว็ปไซต์ของ ธสน. ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป</p>

<p>ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สำหรับกลุ่มลูกค้าเดิมที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ<br />
จะได้รับการพักชำระหนี้เงินต้น ชำระเฉพาะอัตรากำไร เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยให้ขยายระยะเวลาออกไป<br />
ไม่เกินระยะเวลาที่พักชำระและได้รับการยกเว้นค่าชดเชยผิดนัดชำระ (Late charge) ที่เกิดขึ้นทั้งจำนวนจนถึงวันที่ปรับปรุงบัญชี ทั้งนี้ สามารถยื่นคำขอเข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป</p>

<p>บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและลูกหนี้ของ บสย. ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยปี 2567 ประกอบด้วย<br />
1) มาตรการพักชำระค่าธรรมเนียม สำหรับลูกค้า บสย. ที่ถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการค้ำประกันตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2567 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567 สามารถพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการค้ำประกันเป็นระยะเวลา 6 เดือนนับจากวันถึงกำหนดชำระ<br />
2) มาตรการพักชำระค่างวด สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้และไม่ผิดนัดชำระหนี้สามารถพักชำระค่างวดเป็นระยะเวลา 3 งวด โดยขอเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2567</p>

<p>กระทรวงการคลังเห็นว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งเกษตรกร ประชาชนรายย่อย และผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถลดภาระต้นทุนและให้มีเงินทุนหมุนเวียน สามารถฟื้นฟูกิจการ ปรับปรุงและซ่อมแซมอาคาร โรงงาน เครื่องจักร เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะออกมาตรการที่เหมาะสมมาดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุดและไม่เกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้างต่อไป<br />
&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;..</p>

<p><br />
สรุปมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2567 ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ<br />
SFIs&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาตรการ<br />
พักชำระหนี้&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาตรการ<br />
ลดดอกเบี้ย&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาตรการอื่น ๆ</p>

<p>มาตรการสินไหมเร่งด่วน (ประกันภัย)</p>

<p>ธนาคารออมสิน โทร. 02 299 8000 หรือสายด่วน 1115</p>

<p>o ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โทร. 02 555 0555</p>

<p>o ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร. 02 645 9000</p>

<p>o ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โทร. 02 265 3000 หรือสายด่วน 1357</p>

<p>o ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โทร. 02 169 9999</p>

<p>o ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โทร. 02 650 6999 หรือสายด่วน 1302</p>

<p>o บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โทร. 02 890 9999</p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
