<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[เทศกาล ประเพณี]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/index/id/238</link>
<atom:link href="https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/index/id/238" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[งานประเพณีบุญเดือนสี่ นมัสการปิดทองขอพรพระเจ้าใหญ่ศรีเจริญ อำเภอหัวตะพาน]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/238/iid/371894</link>
<guid isPermaLink="false">ceeec3bb9abde074a62dd8c3f7f986f5</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 12:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>บ้านหัวตะพาน เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ได้รักษาสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีพระเจ้าใหญ่ศรีเจริญ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวอำเภอหัวตะพานและอำเภอใกล้เคียงที่นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะเป็นอย่างยิ่งเรียกกันติดปากว่า พระเจ้าใหญ่ศรีเจริญ ซึ่งอยู่คู่กับชุมชนมานานไม่น้อยกว่า 750 ปี ช่วงระหว่างวันขึ้น 12 &ndash; 15 ค่ำเดือน 4 ได้มีการจัดงานบุญประจำปี คือ งานประเพณีบุญเดือนสี่ นมัสการปิดทองขอพรพระเจ้าใหญ่ศรีเจริญ เป็นประจำทุกปี งานประเพณีนี้ สะท้อนให้เห็นศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนา ซึ่งชาวหัวตะพานยึดถือและปฏิบัติกันมาช้านานอย่างเคร่งครัด&nbsp; &nbsp;ซึ่งชาวบ้านหัวตะพานจะกำหนดจัดงานประเพณีบุญเดือนสี่นมัสการปิดทองขอพรพระเจ้าใหญ่ศรีเจริญ&nbsp; ณ วัดพระศรีเจริญ บ้านหัวตะพาน ตำบลหัวตะพาน อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ระหว่างวันขึ้น 12&nbsp;&nbsp;- 15 ค่ำเดือน 4 ของทุกปี&nbsp;เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใส ศรัทธา ในองค์พระเจ้าใหญ่ศรีเจริญได้มาทำบุญใหญ่ร่วมกันปีละครั้งและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป</p>

<p>สำหรับพระเจ้าใหญ่ศรีเจริญ เป็นพระประธาน ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดพระศรีเจริญ มีพุทธลักษณะแบบศิลปะล้านช้าง ปางมารวิชัย หล่อด้วยปูนลงรักปิดทองขนาดหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร ส่วนสูงจากพระชงฆ์ถึงยอดพระเกศ 2 เมตร สร้างมาประมาณ 750 ปี ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ ใครได้มากราบไหว้ขอพร ก็จะได้สมดังปรารถนาทุกประการ</p>

<p>&nbsp;
<p><i data-visualcompletion="css-img"></i></p>
</p>

<p><i data-visualcompletion="css-img"></i></p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/20250311606e59a95c2477ec97b6af622ba6277c120536.jpg' type='image/jpg' length='951472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[งานประเพณีแห่ยักษ์คุ จังหวัดอำนาจเจริญ]]></title>
<link>https://amnatcharoen.prd.go.th/th/content/category/detail/id/238/iid/371682</link>
<guid isPermaLink="false">0b924e5c787f2b2358d5ba945f584275</guid>
<pubDate>Mon, 10 Mar 2025 15:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>งานประเพณีแห่ยักษ์คุจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นงานประเพณีแห่ยักษ์ ตามตำนานความเชื่อของชาวอำเภอชานุมานจังหวัดอำนาจเจริญ &nbsp;ซึ่งกำหนดจัดขึ้นทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ แรกของเดือนมีนาคม</p>

<p>&nbsp; &nbsp;ตำนานความเชื่อ ยักษ์คุ &nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อครั้งพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนยักษ์ทั้งหลายให้เข้าใจในพระธรรมเพื่อลดทิฐิมานะและทรงมอบหมายภาระหน้าที่ให้ยักษ์ที่เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาซึ่งถือว่าเป็นผู้แบกสรวงสวรรค์และทำหน้าที่เป็น ผู้ปกป้องคุ้มครองสถูปสถานอาคารศักดิ์สิทธิ์และป้องกันภูตผีปีศาจเข้ามาทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดวาอารามต่าง เพื่อเป็นการจ้าชูพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสืบไป ต่อมา ท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเทพผู้ปกครองดูแลยักษ์และภูตผีปีศาจทั้งปวงเป็นผู้ดูแล คุ้มครองโลกมนุษย์ทางทิศอุดร (ทิศเหนือ) สถิตอยู่บนสวรรค์ ชั้นจตุมหาราชิกาทรงมีอิทธิฤทธิ์อานุภาพมากทรงนำเทวดาและยักษ์บริวาร ทั้งหลายเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อถวายสัตย์ที่จะดูแลพระสัมมา สัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ถูกรังควาญ ตลอดจนคุ้มครองให้สัตว์โลกอยู่เย็นเป็นสุข &nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp;ต่อมาหลังสมัยพุทธศาลมีเรืองเล่าเป็นมุขปาฐะ (เล่าปากต่อปาก)ว่าครั้งหนึ่งท้าวเวสสุวรรณทรงมีพระบัญชาให้ยักษ์บริวารตนหนึ่งชื่อ &quot;ธรรมคุปต์&quot; หมายถึงผู้รักษาธรรมหรือผดุงความดีงามต่างๆให้เกิดแกโลกซึ่งเป็นยักษ์ผู้มีคุณธรรมและใฝ่ใจในพระธรรมคำสังสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำหน้าที่ลาดตระเวนดูแลพฤติกรรมยักษ์ในเขตดินแดนเลียบฝั่งมหานทีอันยาวไกล (แม่น้ำโขง) หากว่ามียักษ์อันธพาลมารุกรานมนุษย์และสัตว์โลกให้เกิดความเดือดร้อนก็ให้ปราบเสีย ยักษ์ธรรมคุปต์จึงได้เหาะเหินเดินอากาศลาดตระเวนตรวจตราตามพระบัญชาของท้าวเวสสุวรรณจนกระทั่งมาถึงดินแดน อันน่าพิศวงแห่งหนึ่ง ยักษ์ธรรมคุปต์มองเห็นแผ่นดินทั้งสองฝั่งมหานทีฝั่งหนึ่งเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เขียวขจี อีกฝั่งหนึ่งเป็นปราสาทเฮือนหินเก่าแก่ &nbsp; ยักษ์ธรรมคุปต์มองไปยังรอบ ๆ บริเวณปราสาทเรือนหิน และเพ่งมองเข้าไปข้างในปราสาทยิ่งนึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินมา ว่าปราสาทหินแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์เคยเป็นธรรมสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและแสดงธรรมโปรดแก่ผู้คนในละแวกนี้<br />
ยักษ์ธรรมคุปต์จึงลงไปนั่งคุกเข่าริมฝั่งมหานทีที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และหันหน้าไปทางปราสาทเฮือนหินที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งพนมมือขึ้นตั้งจิตอธิษฐานขออำนาจบารมีอันประเสริฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและอำนาจุบารมีของท้าวเวสสุวรรณ อีกทั้งอำนาจบารมีของเหล่าเทวดาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงที่สถิตอยู่ ณ บริเวณนี้ ได้ดลบันดาลให้อาณาบริเวณที่ตนเองแวะผ่านลงมานั่งคุกเข่ากลายเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ ณ บ้านเมืองนี้อยู่เย็นเป็นสุขมีจิตใจดีงาม และขอให้เป็นเมืองแห่งธรรมะตลอดกาลสิ้นคำอธิษฐาน ยักษ์ธรรมคุปต์ก้มกราบไปยังปราสาทเฮือนหินสามครั้ง</p>

<p>จากนั้นยักษ์ธรรมคุปต์จึงเหาะเหินเดินอากาศลาดตระเวนต่อไปด้วยร่างกายอันมหึมาเข่าทั้งสองข้างและอัณฑะของยักษ์ธรรมคุปต์ได้ทิ่มลงไปในพื้นดินทำให้เกิดเป็นร่องหลุมขนาดใหญ่สามหลุมเมื่อถึงฤดูฝนหลุมที่เป็นรอยเข่าซ้ายขวาและรอยอัณฑะของยักษ์ธรรมคุปต์จึงมีน้ำขังเต็มกลายเป็นบึงน้ำ ๓ บึง ที่ก่อเกิดความอุดมสมบูรณ์ มีผู้คนมาอาศัยเป็นหลักแหล่งในการเลี้ยงสัตว์และทำการเกษตรกรรม และ มีน้ำยังตลอดปีไม่เคยแห้งเหือดลงแม้แต่ในฤดูแล้ง เมื่อผู้คนทยอยมาอาศัยอยู่หนาแน่น ชนกลุ่มนั้น จึงตั้งชื่อหมู่บ้านตามรอยยักษ์คุกเข่าว่า &quot;บ้านท่ายักษ์คุ&quot; ปัจจุบัน คือบ้านยักษ์คุในปัจจุบัน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ต่อมาบ้านท่ายักษ์คุซึ่งตั้งชื่อเมืองตามตำนานบ้านท่ายักษ์คุที่มียักษ์มานั่งคุกเข่า ชานุ หมายถึง เข่า มาร หมายถึง ยักษ์ และ คุ ในภาษาอีสาน แปลว่า คุกเข่า ซึ่งรวมความหมายว่า เมืองยักษ์คุกเข่ากลายเป็นชุมชน ที่หนาแน่นมากขึ้น จนได้รับการจัดตั้งเป็นหัวเมืองชื่อ &quot;เมืองชานุมารมณฑล&quot; และเป็นอำเภอชานุมาน ปัจจุบันรอยเข่าข้างซ้ายเป็นบึง ณ บริเวณแก่งต่างหล่าง ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำโขงเขตบ้านศรีสมบูรณ์ ตำบลชานุมาน ส่วนรอยเข่าขวาปรากฏเป็นบึง ณ บริเวณนาแมง ในเขตบ้านชานุมาน ตำบลชานุมาน และรอยอัณฑะ ปรากฏ ณ บริเวณหนองใหญ่ ในเขตบ้านยักษ์คุตำบลชานุมาน ก่อนถึงสถานีตำรวจภูธรชานุมานทางขวามือแขนและมือยักษ์ ที่กราบทาบลงไปบริเวณหัวเกาะกลางน้ำโขงซึ่งชาวบ้านเรียกว่า &quot;ดอนชะโนด&quot; นั้นยังปรากฏเป็นร่องน้ำ ณ บริเวณ หัวดอน มาจนถึงปัจจุบัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://amnatcharoen.prd.go.th/th/file/get/file/202503106823beb2650a26257d10876b758e4c5b152730.jpg' type='image/jpg' length='931763' />
</item>
</channel>
</rss>
